วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รู้หรือไม่ว่า UNDERWEAR มันคืออะไร ??

THAI J.PRESS CO.,LTD  : ไลฟ์สไตล์ 

UNDERWEAR คำนี้มันคืออะไร??

โดยทั่วไปแล้ว หนุ่มๆ สาวๆ ไทย จะคิดว่า UNDERWEAR มันคือ กางเกงในเท่านั้น แล้วจริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือไม่  เราลองมาดูกันดีกว่า >>>

ความหมาย ของคำว่า UNDERWEAR คือ เสื้อกางเกงชั้นใน, ชุดชั้นใน ,เสื้อผ้าชั้นใน 


ซึ่งในต่างประเทศบางครั้งก็จะใช้คำว่า UNDERGARMENT  แต่เนื่องจากแบรนด์ดังต่างๆ ที่ผลิตและขายกางเกงใน โดยเฉพาะกางเกงในของหนุ่มๆ มักนิยมใช้คำว่า UNDERWEAR จึงทำให้ผู้ซื้อและคนทั่วไป คิดว่ามันคือ กางเกงในเท่านั้น

มาดูกันว่า UNDERWEAR มันรวมถึงอะไรได้บ้าง 


1) กางเกงใน (BRIEF) 

มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นแบบทรงเบสิก (BASIC) และทรงบิกินี่ (BIKINI) ขึ้นอยู่กับสไตล์และความชอบของหนุ่มๆ
และในปัจจุบันก็มีการออกแบบที่เป็นแฟชั่นกว่าเดิมมากขึ้น และก็เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่หนุ่มๆ ที่รักการแต่งตัว สามารถเลือกแบบและรูปทรงกางเกงในให้เหมาะกับบุคคลิกและรสนิยมของคุณได้มากขึ้น




2) กางเกงขาสั้น (BOXER) 

ซึ่งก็สามารถแบ่งได้หลายแบบ *หาอ่านได้จากบทความที่แล้วนะครับผม* โดยแต่ละแบบของกางเกงขาสั้นก็มีจุดเด่น และข้อดีแตกต่างกัน







3) เสื้อยืด (T-SHIRT)

แบ่งได้หลากหลาย ทั้งคอกลม , คอวี , ทรงเข้ารูป และอื่นๆ แล้วแต่การออกแบบ ที่จะมีทั้งแบบที่เรียบๆ (BASIC) และแบบที่ตามเทรนแฟชั่น (FASHION)





4) เสื้อกล้าม (TANK TOP หรืออาจจะเรียกว่า A-SHIRT)

หนุ่มๆ ส่วนใหญ่ก็จะใส่ลำลอง สบายๆ อยู่บ้าน หรืออาจจะใส่ไว้ด้านในชุดทำงาน เพื่อให้ดูสุภาพ





5) เสื้อแขนกุด (SLEEVELESS)

เสื้อแบบนี้ก็เป็นอีกแบบนึงที่หนุ่มๆ นิยมใส่ลำลอง สบายๆ  และก็มักจะเห็นหนุ่มๆ ใส่ไปออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนตกันอยู่บ่อยๆ




** หลักการเลือกซื้อหา UNDERWEAR ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าหนุ่มๆ จะเลือกหามาใส่เอง หรือแฟนสาวสวยจะเลือกซื้อมาให้คนรัก  

นั่นก็คือ  ต้องผลิตจากผ้าที่มีคุณภาพ,ใส่สบาย และฝีมือประณีต  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นหลักและหัวใจสำคัญที่ เจ.เพรส ยึดมั่น และอยู่คู่คุณๆ มากว่า 40 ปี ครับผม 


website:   http://www.thaijpress.com
facebook: http://www.facebook.com/jpressthailandofficial

youtube:  http://www.youtube.com/jpressthailandofficial


                             





วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คุณเป็นหนุ่ม สาว GEN ไหน

THAI J.PRESS CO.,LTD : ไลฟ์สไตล์

ปัจจุบันโครงสร้างของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก หนุ่มสาวยุคใหม่ใส่ใจเรื่องการทำงานมากกว่าคิดจะมีครอบครัว ครองตัวเป็นโสดกันเพียบ 
เพราะต้องแข่งขันกันทุกเรื่องตั้งแต่เรียนจนทำงาน 




และด้วยโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็จะมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม การบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป 
ทางสหรัฐอเมริกา และโลกตะวันตก จึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นรุ่นต่าง ๆ 8 GENERATION (เจเนอเรชั่น) หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า GEN (เจน)

ลองมาดูกันว่า หนุ่มๆ สาวๆ อยู่ในเจเนเรชั่นไหน 


1. Lost Generation  

เป็นหนุ่มสาว ยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า "Lost Generation" เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนยุคนี้ก็คือ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 


2. Greatest Generation

Greatest Generation หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักของการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง 


3. Silent Generation

คนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ 
ดังนั้น ผู้คนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องทำงานหนักในโรงงาน หามรุ่งหามค่ำ คนรุ่นนี้จึงมีความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนมาก มีความจงรักภักดีต่อนายจ้าง และประเทศชาติสูง เคารพกฎหมาย เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนในรุ่นนี้จึงได้รับโอกาสมากขึ้น มีช่องทางการสร้างกิจการของตัวเอง รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นรากฐานจนถึงปัจจุบันนี้ 


4. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) 

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง บ้านเมืองที่ผ่านการสู้รบได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชากรที่เหลืออยู่ในแต่ละประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็ง แกร่งมั่นคงอีกครั้ง แต่ทว่า...สงครามที่ผ่านพ้นไปก็ได้คร่ากำลังพล และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงขาดแรงงานในการขับเคลื่อน ประเทศ คนในยุคนั้นจึงมีค่านิยมที่จะต้องมีลูกหลาย ๆ คน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เบบี้บูมเมอร์" นั่นเอง


ปัจจุบันนี้ คนยุคเบบี้บูมเมอร์คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 49 ปีขึ้นไป และเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงานและองค์กรมาก สู้งาน พยายามคิดและทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นเจ้าคนนายคน ถูกครอบครัวสั่งสอนมาให้เป็นคนประหยัด อดออม จึงมีการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง คน ในยุคอื่น ๆ อาจจะมองคนยุคเบบี้บูมเมอร์ว่าเป็นพวก "อนุรักษนิยม" เป็นคนที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี แต่คนกลุ่มนี้ถือว่าน่าจะมีจำนวนมากที่สุดในสังคมปัจจุบันเลยทีเดียว


5. เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)

 หลังจากยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้เด็กเกิดมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจึงกลับมานั่งคิดว่า หากไม่ควบคุมอัตราการเกิดไว้ สุดท้ายแล้วคนทั้งโลกก็จะขาดแคลนอาหาร ดังนั้น จึงเกิดเป็นยุค "เจเนอเรชั่น เอ็กซ์" (Generation X) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Gen-X" ที่เป็นกระแสตีกลับจากยุคเบบี้บูมเมอร์ มีการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร 
คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า "ยับปี้" (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เพราะเกิดมาพร้อมในยุคที่โลกมั่งคั่งแล้ว จึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และอาจทันดูทีวีจอขาวดำด้วย
ปัจจุบัน คนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปแล้ว พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work–life balance)  มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ 



6. เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)

ยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523-–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ แต่ก็รับเอาความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตเข้ามาแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย 
เด็กยุคนี้จึงมักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ได้ในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยได้ มีการศึกษาดี มีลักษณะนิสัยชอบการแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่กรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย มีอิสระในความคิด กล้าซัก กล้าถามในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์ มีความเป็นสากลมาก มองว่าการนิยมชมชอบวัฒนธรรม หรือศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องธรรมดา 
 ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียน และวัยทำงาน และจากการที่ยุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการ ติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่น iPad ไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย แถมบางคนยังกินข้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยอีกต่างหาก 

วัย Gen-Y ที่เติบโตมาพร้อมกับการประชุม การระดมความคิดเห็น แต่ทว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยอดทนเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่นัก หวังที่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่อยากไต่เต้าจากการทำงานข้างล่างขึ้นไป คาดหวังในการทำงานสูง ต้องการคำชม กลุ่ม Gen-Y มักจะจัดสรรเวลาให้งานและชีวิตส่วนตัวในจุดที่สมดุลกัน พอหลังเลิกงานอาจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง เช่น ไปเล่นฟิตเนส ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับงานเหมือนกับคนรุ่นก่อน


7. เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)

คนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง 
เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรุ่น Gen-Z แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ เด็กรุ่นนี้จะ ได้เห็นภาพที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะมีพ่อออกไปทำงานคนเดียว ด้วยเหตุผลนี้ เด็ก Gen-Z หลาย ๆ คนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง

  
และนอกจาก 7 เจเนอเรชั่นที่บอกไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีคำนิยามเพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม แต่ไม่ได้จัดอยู่ร่วมกับ 7 เจเนอเรชั่นข้างต้น คือ กลุ่ม "Gen-C" เป็นคำใหม่ที่ Google และ Nielsen บัญญัติ ใช้สำหรับเรียกกลุ่มคนยุคใหม่ที่ไม่ได้แบ่งตามอายุเหมือน 7 เจเนอเรชั่นข้างบน แต่จัดกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

อย่างไรก็ตาม คนกลุ่ม Gen-C นี้ แม้จะชอบโพสต์ข้อความมากมาย แต่ก็จะโพสต์ด้วยความระมัดระวังกว่าคน Gen-Y ที่อาจจะโพสต์ตามอารมณ์มากกว่า ต่างกับคน Gen-C ที่จะโพสต์เพื่อแบ่งปันความรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ

ขอขอบคุณ 
ที่มา: www.กระปุก.คอม , กรุงเทพธุรกิจ , ข่าวสด

website: http://www.thaijpress.com
facebook: http://www.facebook.com/jpressthailandofficial
youtube: http://www.youtube.com/jpressthailandofficial
                                                  


วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับง่าย ช่วยดูแลกางเกงในของหนุ่ม ๆ

THAI J.PRESS CO.,LTD  : ไลฟ์สไตล์ 


เดี๋ยวนี้ผู้ชายหนุ่มสมัยใหม่ เริ่มหันมาใส่ใจกับทุกรายละเอียดของเสื้อผ้า เพื่อมองหาสิ่งที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ให้ดูดี และบ่งบอกความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้อย่างดี 
แม้กระทั้งกางเกงใน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกสไตล์ของคุณที่มองข้ามไปไม่ได้






"ผลสำรวจพบว่า ปัจจัยในการเลือกซื้อชุดชั้นในที่หนุ่มๆ ให้ความสำคัญนั้น จัดอันดับ ดังนี้
อันดับหนึ่ง คือ คุณภาพ ซึ่งมีจำนวนสูงถึงร้อยละ 58 
ส่วนอันดับสองและสามที่หนุ่มๆ ใช้ประกอบการตัดสินใจการเลือกซื้อกางเกงในก็คือ ราคา และยี่ห้อ โดยคิดเป็นร้อยละ 37 และร้อยละ 30 ตามลำดับ 
โดยหนุ่มๆ กว่าร้อยละ 62 เลือกชุดชั้นในสีพื้นโทนเข้ม เช่น สีดำ สีกรมท่า หรือสีเทา มาเป็นสีโดนใจอันดับหนึ่ง จำนวนอีกกว่าร้อยละ 57 เลือกชุดชั้นในสีพื้นโทนอ่อน เช่น สีขาว สีครีม เป็นสีโดนใจอันดับสอง"



นอกจากการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังพบว่า หนุ่มๆ ยังสนใจถึงวิธีการดูแลรักษากางเกงในและชุดชั้นในตัวโปรด ให้สวมใส่ได้นานอีกด้วย 

มาดูวิธีการดูแลรักษากางเกงใน ที่อยากจะมาแนะนำเพิ่มเติม เพื่อจะเป็นประโยชน์กับทุกคน

ควรดูแลชุดชั้นในตามชนิดของผ้า ซึ่งระบุไว้ที่ฉลาก สำหรับเนื้อผ้าที่ชายไทยนิยมแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
1.ผ้าคอตตอน (cotton) 100% คือ ผ้าที่ทำจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติ 100%  
* วิธีการดูแลควรซักในน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา สามารถรีดไฟอ่อนและซักแห้งได้ *

2.ผ้าคอตตอนผสมสแปนเด็กซ์ (Cotton/Spandex)  เป็นผ้าที่มีส่วนผสมระหว่างเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยยืดสังเคราะห์ ควรซักในน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา ไม่ควรรีดหรือซักแห้ง อบผ้าได้ในอุณหภูมิต่ำ 

3.ผ้าเมอร์ริล (Meryl) เป็นผ้าที่มีทำจากเส้นใยยืดสังเคราะห์ไมโครไฟเบอร์ 100% ซึ่งมีความละเอียดและความทนทานสูง ควรซักในน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศา ไม่ควรรีดหรือซักแห้ง อบผ้าได้ในอุณหภูมิต่ำ

 ทั้งนี้ชุดชั้นในทุกชนิด ไม่ควร ใช้สารฟอกขาวและไม่ควรตากให้โดนแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าเสื่อมคุณภาพได้ 

Line@  :   @thaijpress website:   http://www.thaijpress.com
facebook: http://www.facebook.com/jpressthailandofficial
youtube:  http://www.youtube.com/jpressthailandofficial